ไหนๆมีโอกาส อัพ Blog ซะหน่อยละกันช่วงนี้ดองสนิท
.
.
จริงๆของที่พ่อแม่สอนน่าจะเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดระหว่างครอบครัวมากกว่าเอาลง blog แท้ๆแต่ความรู้สึกของผมบ่งบอกว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่เอามาลง จะเข้าท่ากว่าซะงั้นแหละครับ
.
จริงๆมันมีเยอะนะ พ่อกับแม่พร่ำสอนผมหลายๆอย่างแต่ผมหยิบไอ้ที่มัน impact ที่สุดกับชีวิตของผมและผมเถียงไม่ออกมาลงแหละ
.
คำสอนของแม่
.
" จะเก่งแค่ไหนก็สู้มีคนมารักไม่ได้หรอก "
.
ผมใช้เวลามาราวๆ 1X ปีแล้วในการพิสูจน์คำสอนนี้ครับ และผมยังหาเรื่องเถียงไม่ได้เลยละ
ใช่ครับผมเจอกับตัวหลายครั้งหลายครา การที่เราเป็นฝ่ายถูกเป็นคนเก่งไม่ได้ดีไปกว่าการที่เป็นคนที่คนอื่นรักเลยครับ เพราะอะไรน่ะเหรอเพราะเอาเข้าจริงๆความเก่งของเราคนอื่นเขาก็ต้องการแค่ชั่วครั้งชั่วคราวแต่ถ้าคนมารักเนี่ย (ไม่ต้องพูดถึงพวก บูชา ชาบู หลงแบบไม่ลืมหูลืมตาเลยนะ) เขาจะช่วยเราด้วยความเต็มใจ
.
ค่าตอบแทนบางครั้งอาจจะไม่ต้องด้วยซ้ำ สำหรับคนที่ชีวิตเห็นมาแต่การที่คนอื่นอยู่กันด้วยผลประโยชน์อย่างผมตอนนั้นผมไม่เข้าใจหรอกครับ มองแค่ว่าก็มันผลประโยชน์นะสิ แต่พอมาเห็นการที่คนอื่นช่วยเหลือ+ทำสิ่งดีๆให้คนที่รักทั้งๆที่เขาอาจจะเสียผลประโยชน์ด้วยซ้ำเนี่ยจริงอยู่ตอนนั้นผมก็คงมองแค่ว่าคนๆนั้นไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เมื่อเวลาผ่านไปผมเห็นอะไรแบบนี้เยอะขึ้น แม้จะแอบน้อยใจบ้างว่าผมไม่มีหรอกมั้งคนที่รักและทำอะไรให้ผมโดยไม่หวังผลประโยชน์เนี่ย แต่ผมกลับไม่เคยคิดในตอนนั้นเลยว่า "ผมเคยให้อะไรคนอื่นโดยไม่ได้คำนวณหรือหวังผลรึเปล่า" อาจจะเพราะผมไม่เคยคิดได้แบบนั้นเลยไม่เข้าใจคำสอนของแม่
.
ถึงตอนนี้ไม่รู้จะสายไปหรือเปล่า ..... แต่ผมจะพยายามครับ....อย่างน้อยที่สุดคือพยายามรักคนอื่นนอกจากตัวเองดู...โดยที่ไม่ต้องพึ่งเงื่อนไข ไม่ต้องพึ่งเหตุผล จะมีวันนั้นไหม....ที่ผมจะรักใครซักคนได้อย่างหมดใจ...
.
.
คำสอนของพ่อ
.
" เรามีประโยชน์ เพื่อนที่ห่างไปนานแค่ไหนก็ต่อกันติด "
.
ตรงใจ ตรงความจริง ใช้ได้จริง และไม่มีบิดเบือน เป็นคำสอนที่ผมนับถือพ่อผมที่สุดตั้งแต่ผมยอมรับพ่อของผมเลยละครับผมเป็นคนที่ใช้ชีวิตยิ่งกว่าสายสม เพื่อนมีแล้วก็แยกทางไปคนละทาง ตามแต่จุดหมายของแต่ละคนจะอำนวย การติดต่อของเพื่อนก็ขาดหายไป จริงอยู่ผมเหงาในหลายๆโอกาส อยากมีเพื่อนแต่ก่อนกลัวมากว่าพอเราหายไปซักพัก เพื่อนจะลืม จะทิ้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ตอนที่ผมไปเที่ยวเล่นเมการอบแรก ยังไม่ค่อยได้เรียนว่ากันง่ายๆ ยังไม่ได้อะไรซักใบนั่นแหละ เพื่อนงี้หนีหายหมด ใช่สิกรูมันไม่มีประโยชน์ ขอให้ใครช่วยมันก็บอกไม่ว่างกันทั้งนั้นแหละ พอตอนนี้ได้งานทำที่เมกาแล้ว ได้ใบเขียว เรียนจบแล้ว และกำลังจะได้อีกสองใบ (จนพ่อด่าว่าจะสะสมใบจบเป็นคูปองเรอะ) คราวนี้ละเพื่อนๆบอกว่ามีไรให้ช่วยบอกนะ บลาๆ หนอย.....
.
.
กลับไปงานแต่งงานเพื่อนคราวก่อน ซึ่งหนนี้ต่างกับงานเลี้ยงรุ่น ซึ่งผมเห็นเลยว่ามีเฉพาะคนที่ ประสบความสำเร็จ (ไม่มากก็น้อย) เท่านั้นที่ปรากฏตัวถึงจะมีบ้างเพื่อนที่ไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เห็นเลยว่าหลังจากที่ผมมีหลักฐานความสำเร็จเพื่อนมันก็กลับมาหา มาคุย ถึงตอนนี้แหละคำพ่อสอนก็ผุดขึ้นมาในหัวเลย
.
.
แถมท้ายอีกนิดสำหรับคติที่ผมพูดบ่อยๆ
.
คุณตาเคยกล่าวไว้ " ไม่เครียดก็ไม่ป่วย "
.
.
จริงไหมก็ดูผมที่ไม่เครียดเป็นตัวอย่างละกันครับ
แล้วพบกันใหม่