Food

เอาเป็นว่าไปชมภาพกันเลยดีกว่า
ชุดกินง่ายเริ่มจากทูน่ามากิ ไข่หอยเม่น ไข่แซลม่อน หอยสแกลลอป กุ้งหวานที่ไม่หวาน ปลาไหลย่าง แซลม่อน น่าจะทูน่า ซาบะดอง แล้วก็ อันสุดท้ายไม่แน่ใจ
หน้าร้านครับ เจ้าของเป็นญี่ปุ่น แต่คนทำเป็นแมกซิโก แถมใจรักด้วยละ พูดยุ่นได้ด้วย !
ถนนรอบๆกับรถติดๆ
ยังดีที่เมืองมีต้นไม้เยอะนะ เมื่อไหร่สารขันประเทศจะมีต้นไม้พอๆกับรถยนต์หว่า
ลานกว้างมุมถนน เสาร์อาทิตย์จะมี ตลาดชาวนาหรือ Farmer Market มาให้ซื้อของจากชาวนากัน
วันนี้อัพเล่นๆแก้เซ็งละกัน
.
.
ผมมามหาลัยเพื่อขอยืมหนังสืออาจารย์เพื่อทำการบ้านแต่เกิดหิวเลยเดินไปซื้อของกินเล่นนิดหน่อยพอดีกับที่ Mc Donald ออกสินค้าใหม่มาเลยเอามาลองซะหน่อยเลยละกัน
.
.
.
.
ดังรูป เนื้อแองกัส ที่เขาว่าดีกว่าเนื้อทั่วๆไปของแมค
ทีนี้เรามาดูข้างในกล่องกัน
.
.
ทำดีกว่าเบอร์เกอร์ทั่วไปนิดหน่อย เอามาวางข้างๆ มือถือ Dopod838 เก่าๆ กับที่อัดเสียง USB แล้วเห็นว่าขนาดมันไม่เลวร้ายเท่าไหร่ ใหญ่กว่ามือถือก็นับว่าไม่เลวแล้วละ
.
.
ทดลองแหวกออกมาดูอืมเนื้อเป็นเนื้อดี ใส่เห็ดและ Swiss Cheese กลิ่นหอมใช้ได้หากคนไม่ชอบ Swiss Cheese ก็สั่งแบบปรกติที่เป็น American Cheese ได้
.
.
และแล้วผมก็แวะร้านขนมข้างทางตอนแรกเดินดูเฉยๆแหละแล้ว ผจกก็มาบอกว่าอีก 1 นาที จะครึ่งราคา ไอ้เราก็รอ พอไปจ่ายตังปรากฏว่ามัน Charge ราคาเต็มแล้วบอกหน้าตาเฉยว่า ตะกี้มันพยายามบอกว่าเหลืออีกนาทีรีบๆเลือก แต่ตอนคิดตังนี่รูดเลย หน้าตาเฉย กากฉิบ .....สันดานแบบนี้โคตรจะไม่มี Pride เลย
.
.
 
.
.
ขนมของเขาไม่เลวหรอกนะแต่สันดานแบบนี้อย่าหวังจะได้เงินผมอีกเลย
ยอดขายต่างเพียงแค่ดอลกว่าๆ แต่สันดานกูจะเอาเนี่ย ตอนแรกจะทิ้งทั้งถุงไว้ที่หน้าร้านมันแล้วละแต่ในเมื่อขนมมันไม่ผิดผมก็จะชิมซักนิดละกัน และก็ลาขาด ของราคา จากสองไปสี่ดอลเนี่ย ผมไม่คิดมากหรอกแต่ไอ้ความที่กูจะเอาจะทำยอดขายเนี่ยทำให้ความอร่อยของมันหายไปเลยละ
สรุปผมกัดไปคำนึงก็ตัดใจทิ้งแฮะ ขนมไม่ได้มีความผิดร้ายแรงหรอกแต่มันก็แข็งนิดหน่อยแล้ว
เบอร์เกอร์จากแมค อร่อยดี เนื้อเป็นเนื้อหน่อย ไม่ใช่เศษเนื้อผสมถั่ว แต่ใช้คำว่า third pounder แต่ จริงๆแล้วมันคือ 1/3 pound นะ ไม่ใช่เบอร์เกอร์ขนาด 3 pound
.
วันนี้อัพเท่านี้ละกัน 
.
.
อ่อใครว่างๆลองตามไปเวปนี้ดูนะว่าจะลองหาโอกาสไปกิน
.. 

กลับมาแล้วกับการอัพเดทบล๊อคของแยมมาสเตอร์ช่วงที่แล้วยุ่งๆเลยไม่ได้อัพซะที ประกอบกับช่วงนี้มีแต่เรื่องปวดใจเล็กน้อยจึงขอขุดเรื่องดีๆที่เกิดขึ้นตอนที่กลับไปไทยมาอัพคงไม่ว่ากันน่อ เนื่องด้วยผมเกิดอยากลองกินตอเสี๊ยะหมี่มานานแล้วเมื่อได้โอกาสจึงจัดมีทขึ้นที่นี่ ชะรอยว่าตอนแรกมีแค่ ผมกับพี่เท่ห์เท่านั้น ตอนแรกก็เสียวๆว่าเฮ่ยล่มแหงๆเลยฟ่ะแต่ในตอนที่ไปถึงนั้นเองก้ปรากฏว่ามีคนขอตามไปแจมด้วยอย่างไม่ขาดสาย เริ่มตั้งแต่ พนมกับน้องสาว ตามมาด้วย ปูน ชับปี้ บุหาวกลายเป็นทีมใหญ่ซะงั้นเลยละ เอาละในเมื่อพูดถึงสมาชิกไปแล้วต้องชมด้วยสินะว่าพวกเราโซ๊ยอะไรไปบ้าง

 . 

เริ่มกันตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดดี พวกเราก็มาถึงแล้ว (โล่งชะมัด มีแค่ผมกับไอดอลD)

.

ไก่แช่เหล้าครับแต่ผไม่แตะของมึนเมาเลยเสร็จคนอื่นไป (จานแรกมาถึง พร้อมๆกับพนมและน้องสาว)

.

เสี่ยวหลงเปา หรือซาลาเปาไส้น้ำซุป + หมูร้อนถึงใจทีเดียวว่ากันว่าต้องให้มันเข้าไปลวกปาก....

.

ข้างในเนี่ยซุปไหลออกมาเลย

.

 

ปอเปี๊ยะมั้งไส้อะไรหว่าลืมแล้วจำได้ว่าอร่อยแต่ปอเปี๊ยะไม่พอคนเลยต้องสั่งเพิ่ม

 . 

ร้านเริ่มมีคนมาซะละ ยุ่งกันใหญ่เลยทีนี้

.

ตอนนี้ผมก็ขี้เกียจรอเลยออกมาดูเขาทำเส้นซะเลยไหนๆบอกกันมาว่าทำสดๆให้ลูกค้า

.

หมัดอุดรเทวะกระหน่ำ

 .

มังกรม้วนตัว

.

นวดต่อ

 .

 

โอ้รีดอีกรอบ

.

มัดเป็นก้อนแล้วก็ตัดๆๆๆๆ

ออกมาแล้ว !!!

 .

นี่เลยเสียดายเส้นไม่ใหญ่เหมือนในจอมโฉดพ่อครัวกะทะเหล็ก

.

กุ้งทอดแหละ จานนี้กินไปได้หน่อยก็เลี่ยนน้ำมันเสียแล้ว พนมกับน้องขอตัวกลับก่อนเสร็จศึกซะได้แต่ทว่ากำลังเสริมก็มาถึงพอดีทั้ง ปูน บุหาวและชับบี้ มาก็ร่วมสงครามกันต่ออย่างหิวโหย

.

ของรองท้อง (เรอะ) ซาลาเปาทอด อมน้ำมันจริงๆแฮะ

.

เกี๊ยวซ่า อืม ก็อร่อยนะแต่ไม่โดนใจเท่าไหร่

.

 

ปูนมาถึงก็สั่งไอ้นี่เลยแฮะ สิงเทา ...อ่านงี้มั้ง

.

 

 

นี่เลยซาลาเปาไส้ผัก .... ไม่ไหวแฮะไม่หวานเท่าไหร่พี่เท่ห์เอาไปละกัน

.

พุดดิ้งมะม่วง .... เขาว่างั้นนะ

อันนี้อะไรไม่รู้ลืมแล้ว

 

สองคนสุดท้ายที่ยืนหยัดอยู่ได้(ไอดอล D เป็นคนถ่ายภาพ) จนร้านปิด  .... คงประมาณกลับไปเหอะมรึงมาตั้งแต่ร้านเปิด.....

วันนี้แค่นี้ละครับ                           

 

 

ตาม Topic แหละผมวันๆแหงกอยู่มหาลัยไม่ก็ที่ทำงานนานๆทีจะได้ไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนบ้างแต่แล้วก็มีโอกาสจนได้และด้วยความไม่รอช้า ก็ได้เหยื่ออายุเลขหลักเดียวกลับมาที่บ้านด้วยความกระหายที่อัดแน่นเต็มเปี่ยม

.

.

.

เหยื่อรายแรกมีส่วนโค้งเว้าที่แสนจะได้ใจแถมอวบอัดอีกต่างหาก แน่นอนว่าผมไม่รอช้าหรอกครับเหยื่อรายแรกถูกผมจัดการละเลงพร้อมนวดเฟ้นทันควันเลยก่อนที่จะจิ้มด้วยวัตถุมันวาวเข้าไปโดนไม่มีการรั้งรอใดๆอีกและแล้วบทบรรเลงก็เริ่มต่อโดยที่ฝ่ายถูกกระทำก็ทำได้แต่บิดไปมาบนผืนเวทีที่เร่าร้อน เวลาดำเนินไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ ทุกอย่างจะเหลือเพียงคราบแห่งความทรงจำ

.

.

.

และแล้วผมก็ลงมือกับเหยื่อรายที่สองที่ดูจะมีน้ำมีนวลน้อยกว่าหากแต่สัดส่วนได้รูปไม่มีอวบล้นคราวนี้ผมไม่เสียเวลานวดเฟ้นเลยละ ลงมือโดย Skip Foreplay ทั้งหมดแล้วราดน้ำเผด็จศึกเป็นการบ่งบอกว่าแค่เริ่มก็ไคลแม็กซ์แล้ว !!

.

.

ด้วยความที่หนักหน่วงกับศึกแรกไปนิดหน่อยทำให้การจัดการรับรายที่สองเป็นไปอย่างเชื่องช้าการเริ่มต้นด้วยราดน้ำเผด็จศึกลงบนเหยื่อก่อนทำให้การลงมือเป็นไปอย่างลำบากเล็กน้อยเพราะมันทั้งลื่นทั้งคาว การจิ้มเข้าออกแต่ละครั้งจึงเกิดอีเวทน์ที่ว่า น้ำกระจาย จนทำให้เสียจังหวะหลายครั้ง แต่ด้วยความที่ว่าถอยไม่ได้จึงดำเนินเกมต่อไปอย่างเร่งรีบไม่เพียงเพราะสมรภูมิมันร้อนแรงแต่เพราะหากปล่อยไว้นานความรู้สึกดีๆคงหายหมดแหงๆ เมื่อผมฟื้นตัวโดยใช้เวลาไม่นานนักภารกิจก็เป็นอันเสร็จสิ้นเหลือเพียงแต่คราบแห่งชัยชนะและเสียงเหนื่อยหอบ

.

.

ผลที่ตามมาคือ..... ป่อง ครับ .... โอก....

.

.

กรรมตามทันจริงๆไม่น่าเลยเห็นแก่ความอยากส่วนตัวโดยไม่ระวังก็แบบนี้แหละ

ก่อนที่ทุกท่านจะเบื่อกันก็ไปชมภาพถ่ายอนุสรณ์ได้เลยครับ

.

.

.

พร้อมยัง

.

.

.

.

เชิญชม (อันเซน แถม ไม่ถุงด้วย)

.

.

.

.

เหยื่อรายแรก Old Fashion Rip Eye Steak ที่แสนจะอวบอัดตอนกินจริงๆผมเอาเนยออกนะ

วิธีทำ

.

1. เนื้อ Rip Eye ขนาดยัดปากคนตายได้ในก้อนเดียว (20oz) คลุกกับพริกไทยป่นเล็กน้อย ก่อนที่จะใช้ส้อมจิ้มรัวๆๆ แล้วใช้มือนวดเฟ้นให้ไขมันตามร่องเนื้อ กับพริกไทยเข้าไปด้วยกัน

2. กะทะไม่ต้องร้อนมาก แล้วก็ไม่ต้องใช้น้ำมันหรือเนยเลย เนื้อมันมีไขมันอยู่แล้ววางลงไปได้เลยครับ

. 

3.ฝั่งแรกใช้เวลานิดหน่อยครับ ราวๆ 3-5 นาทีเอาผิวพอเกรียมบางๆ ก่อนที่จะกลับอีกฝั่งโดยฝั่งที่สองสามารถเร่งไฟได้นิดหน่อยแล้วก็กลับเนื้อวางเลยครับ สังเกตแค่ข้างๆเริ่มสุขแล้วก็เหลือๆ เนื้อชนิดนี้ไม่ต้องสุกมากเพราะมันเก็บความร้อนได้แถมมีไขมันแทรกเยอะอยู่แล้ว หลังจากลงจานก็เหยาะซอสเปรี้ยวลงบนเนื้อเล็กน้อยและวางเนยให้พองาม แต่งจานด้วย Steak Sauce ง่ายๆอีกนิดหน่อยเผื่ออยากได้รสจัดเล็กๆ

นี่เป็นแบบ Old Fashion ที่ให้รสเนื้อเต็มๆมากกว่าที่จะปรุงแต่งอะไรเยอะแยะ ใช้แค่พริกไทยดับคาวและซอสเปรี้ยวเพื่อกระตุ้นลิ้นเท่านั้นครับ

.

อย่ารอช้าไปหาเหยื่อรายที่สองกันเลยดีกว่า

 

 

Rip Eye Sukiyaki Grill ครับ

หรือเรียกง่ายๆก็เนื้อย่างซอสสุกียากี้ของญี่ปุ่นครับจะเห็นได้ว่ารูปนี้เนื้อจะมีมันแค่บางส่วน(หายากชะมัดเลยที่จะหา Rip Eye มันน้อยๆเนี่ย)อันนี้ทำง่ายจนเหลือเชื่อเลยครับ แค่พริกไทยกับกระเทียมผงโรยนิดหน่อย ก่อนจะเทซอสสุกียากี้ลงไปบนเนื้อจนชุ่มฉ่ำ แล้วลงมือใช้สอมจิ้มให้ซอสเข้าเนื้อเลยหากอยากให้รสชาติเข้มข้นขึ้นสามารถใส่มิรินลงไปด้วย 2-3 ช้อนโต๊ะนะครับ

.

หลังจากนั้นก็ลงกระทะที่ร้อนได้ที่ได้เลยครับ อันนี้ไม่ต้องเริ่มจากไฟอ่อนนานๆก่อนเหมือนกับ Steak ทั่วไปแต่อย่างใดความร้อนที่ทำให้ผิวเนื้อสุกและเกรียมไวเนื่องจากซอสมันจะไหม้ง่ายมากๆ จึงต้องระวังให้ดีไม่งั้นได้เนื้อดำๆแน่ หลังจากนั้นก็พลิกอีกด้านและเพิ่มความแรงไฟอีกนิดหน่อยเนื้อก็จะเกรียมกำลังดี เคล็ดลับคือก่อนลงกะทะหยิบเนื้อออกมาผึ่งไว้แปปนึงก่อน.

 

ถ้าใครที่ไม่ชำนาญในการทำแบบ Grill สามารถใช้ไฟกลางแล้วรอให้กะทะร้อนหน่อยนึง แล้วทำให้ผิวเนื้อสองข้างเกรียมนิดๆได้โดยใช้เวลาแปปเดียวโดยไม่ต้องกลัวเรื่องเนื้อไม่สุก ทำไมน่ะเหรอ เพราะเราใช้ไมโครเวฟช่วยได้

.

ใช่แล้วละหลังจากใช้กะทะทำให้ผิวเนื้อน่ากินแล้วก็สามารถโยนเข้าไมโครเวฟเป็นเวลา 20-25 วินาที แล้วเอาออกมาราดซอสสุกียากี้ได้เลย ข้อควรระวังมีแค่อย่าให้นานกว่า 30 วิไม่งั้นท่านจะได้เนื้อแข็งๆมาแทน 20 วิก็เกินพอแล้วครับแต่ถ้ามีฝีมือก็ใช้ไฟกลางทำให้ผิวเนื้อสวยๆแล้วเปลี่ยนเป็นไฟอ่อนให้เนื้อข้างในนุ่มได้ที่เลย

.

.

หลังจากที่จัดการกับอาหารทั้งสองเสร็จผมก็พบว่าพุงตัวเองป่องเลยครับ (ไม่ถ่ายรูปให้ดูนะ อุจาด...)

วันนี้คงแค่นี้ละครับแล้วพบกันใหม่

.
.
.
.
พบกันอีกแล้วนะครับด้วยความบ้าบ้อส่วนตัวของป๋าแยมที่ดันเกิดอาการอ่านการ์ตูนแล้วเสี้ยนขึ้นมาซะอย่างนั้น ใช่แล้วครับผมอ่านจอมโหดกะทะเหล็กแล้วก็ไปหาหมูเปรี้ยวกินแต่บังเอิญว่า มันไม่มีเจ้าไหนถูกใจเสียทีแถมยังหงุดหงืดขึ้นเรื่อยๆจากการที่ไปกินแล้วไม่โดนใจสุดท้ายก็เลยทำเองเสียเลย ทีนี้ มันมีหลายสูตรดีนักก็เลยนึกสนุก ทำมันสองแบบเสียเลย !!!!
.
.
.
.
.
ก่อนอื่นก็เนื้อหมูครับ เลือกเอาส่วนไหนก็ได้แหละมันไม่ต้องคิดมากหรอก ส่วนไหล่ ก็เหลือเฟือ
.
.
..
ผมเลือกเอาส่วนที่มันน้อยๆน่ะไม่งั้นเดี๋ยวเวลาเอาไขมันออกมันเหนื่อยในภาพนี่เฉือนมัน กับส่วนที่ไม่น่าอร่อยทิ้งไปล่ะเหลือแต่เนื้อส่วนนุ่มก็พอ หลังจากนั้นก็หั่นเป็นชิ้นๆ ขนาด 1x1x1 นิ้ว ครับ
.
.
.

.
เริ่มกันเลยก่อนอื่นก็ใส่เนื้อหมูไว้ในภาชนะหมักประมาณ 500 กรัม หรือราวๆ 15-20 ชิ้น ตามด้วยเปลือกส้ม
.
.
.
.

ต่อมาก็ พริกไทย 5 กรัม / กระเทียมป่น 5 กรัม / น้ำส้มสายชูจากแอปเปิ้ล (Apple Cider Venegar) 15-20 cc / แล้วก็ซีอิ้ว  10 cc
.
.
.
.

หมูอีกส่วนที่เหลืออยู่ผมก็เอามาปรุงอีกแบบ ประกอบด้วย เกลือ 5 กรัม พริกไทย 10 กรัม ผงหมักนุ่ม 10 กรัม ส่วนเปลือกส้มนั่นใส่ไว่เท่ๆ
.
.
.
.

หลังจากปรุงเสร็จก็มาฝอยต่อใน IRC ซักครึ่งชม (จริงๆ 15 นาทีก็พอ) เนื้อที่เตรียมไว้ก็เข้าที่ล่ะ
.
.
.
.
เริ่มจากเนื้อหมูชุดแรกที่ผสมรสเข้มข้นด้วย พริกไทย  กระเทียมป่น  น้ำส้มสายชูจากแอปเปิ้ลแล้วก็ซีอิ้ว ก่อน โดยการนำไปคลุกกับแป้งผสมทอด (ตรงนี้ใช้แป้งเอนกประสงค์ก็ได้นะ)
.
.
.
.

หลังจากคลุกเคล้าได้ที่ ก็นำไปวางไว้บนกระดาษซับน้ำมันก่อน
.
.
.
.

คราวนี้ก็มาถึงเนื้อหมูแบบนุ่มล่ะ เคล็ดลับอยู่ตรงนี้แหละ
.
.
.
ใช่แล้วครับ ผมคั้นน้ำส้มใส่ลงไปในแป้งชุบทอดด้วยเพื่อให้ได้มากกว่ากลิ่นเปลือกส้ม
.
.
.
.

และเมื่อน้ำมันร้อนได้ที่ ก็เริ่มจากการทอดหมูชุดที่สองที่ชุบแป้งที่ผสมน้ำส้มก่อนควรจะทอดด้วยไฟอ่อนนะครับ เดี๋ยวเนื้อหมูข้างในไม่สุก
.
..
.
นี่คือหมูแบบแรกครับแป้งผิวนอกกรอบนิดๆข้างในฟูนุ่มแล้วก็มีหมูนุ่มๆอยู่ข้างใน.
.
หลังจากนั้น ก็เพิ่มไฟให้แรงนิดหน่อยแล้วทอดหมูที่คลุกแป้งได้เลย และแล้วก็จะได้หมูทอดอีกแบบ(ที่เผื่อเวลานิดหน่อยเพื่อให้แป้งดูดเอาน้ำจากหมูออกมาเพื่อจะได้ผิวที่กรุบกรอบ)
.
.
.
.
.
.
.
.
หลังจากนั้นก็จัดแต่งลงจานได้เลย ด้วยซอสสองชนิด คือซอสเปรี้ยวหวานที่มีขายทั่วไป(สีแดงๆ) กับ ซอสผสมที่ทำจากน้ำส้มคั้นที่เหลือผสมซอสพริก และแล้วหมูเปรี้ยวพยัคฆ์ระส่ำมังกรร่ำร้องก็เสร็จสมบูรณ์ ด้วยความนุ่มของแป้งทอดและเนื้อหมูหมักนุ่มที่เคี้ยวเพลินอร่อยลิ้นด้วยซอสเปรี้ยวหวานสลับไปกับหมูเปรี้ยวแบบกรอบพร้อมซอสเผ็ดร้อนสลับกันได้ไม่รู้จักเบื่อจึงขอนำเสนอมาในที่นี้ แล้วพบกันใหม่ครับ
.
.
.
.
.
ไว้ใครอยากเห็นอะไรแปลกๆรีเควสไว้นะแต่ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจะทำได้ไหม
.
.
.
ps. ทำไว้เยอะแยะแต่พอจัดลงจริงๆเหลือนิดเดียวเอง